เพิ่งอ่าน หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว จบลงไป จากที่ไม่รู้จักความเหงามานานหลายปีก็เริ่มจะคิดถึงมันแต่ก็แค่คิดถึงเฉยๆเพราะฉันเชื่อว่าฉันคงไม่รู้จักความเหงาอีก (จากที่ความเหงาได้หลอมรวมกับความสุข จนกลายเป็นตัวฉันในทุกวันนี้) ฉันเชื่อว่าคนที่ชอบอ่านหนังสือในใจลึกๆ มักหลงรักความโดดเดี่ยว หนังสือเล่มนี้เป็นอีกเล่มที่ยังไม่อยากให้จบลงเพราะระยะเวลาที่อ่านเป็นช่วงเวลาที่แยกเราให้ไกลห่างจากทุกสิ่งบนโลก ฉันชอบระยะห่างระดับนี้ที่มีโลกอีกใบในจินตนาการที่ระเบิดเสียงหัวเราะได้ไม่จำกัด มีความสะเทือนใจ ซาบซึ้ง โรแมนติก บ้าคลั่งในใจลึกๆ ความช่างประชดประชัน ความขบขัน เกิดความรู้สึกร่วมและรู้สึกสนุกกับมันจริงจังเป็นเรื่องเป็นราว ตัวละครทุกตัวมีชื่อซ้ำๆ แต่มีความโดดเด่น ตัวตนชัดเจน มีความทรงพลังกันอย่างแตกต่าง เมื่อเอาแฟมิลี่ทรีมากางให้ดูก็จะเห็นตัวตนของตัวละครลอยอยู่เหนือชื่อ (ที่เหมือนๆกัน)

หนังสือเล่มนี้อยู่ในประเภท Magic Realism แต่ตอนที่ Remedios the Beauty ลอยขึ้นฟ้าฉันกลับเชื่อหมดใจว่าเป็นเรื่องจริง ขอบคุณ Gabriel García Márquez ที่ทำให้ฉันมีเพื่อนเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่ง อ่านหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวแต่รู้สึกว่าความโดดเดี่ยวกลับมีน้อยลง
Gabriel García Márquez บอกว่า เวลาที่นั่งลงเขียนหนังสือเป็นเวลาของความโดดเดี่ยวที่สมบูรณ์ของเขา / นักเขียนเป็นอาชีพที่อิสระที่สุดแล้ว
อยากกอด Gabo ขึ้นมาทันที
ขอบคุณหนังสือเล่มนี้อีกทีที่เป็นเพื่อนระหว่างที่ราเดินทางไปในหลายที่ ปาย กรุงเทพฯ อุดรฯ เชียงใหม่
please,leave me high…

ฉันยังไม่ได้อ่าน เพราะไม่แน่ใจว่ามันจะ Dark หรือไม่?
ถ้าไปปายขอยืมเล่มนี้จากห้งอสมุดบ้านเธอละกัน
ไม่เกี่ยวกับหนังสือที่ว่า
เราไม่อยากให้หนังสือที่เราชอบถึงตอนอวสาน แต่เราชอบอ่านจนจบเพราะอยากรู้ตอนจบของมัน
แปลกมั้ยน้า
ถ้ายังมีกาลเวลามาเกี่ยวข้อง ความโดดเดี่ยวก็ไม่น่าจะโดดเดี่ยว อย่างน้อยมันก็ยังมีเวลาเป็นเพื่อน
@bowrainbow ไม่ dark นิ
@wiennat ไม่แปลกหรอก มีคนมากมายที่ฉันรู้จักชอบอ่านตอนจบก่อนเสมอ ถ้าจบดีค่อยอ่านทั้งเล่ม ส่วนฉันอ่านเรียงลำดับปกติแต่เก็บ คำนำ ไว้ท้ายสุด